ข่าวสารและกิจกรรม

ประกาศการรับสมัครเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรมการเป็น...
วันที่ประกาศ : 17 เมษายน 2562

เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยการมุ่งเน้นการขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนมีศักยภาพและพึ่งพาตนเองได้ และยังเป็นการสอดคล้องกับพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 ที่มีเจตนารมณ์ในการแยกผู้แสดงความสามารถออกจากผู้ทำการขอทาน “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ” จึงได้กำหนดให้มี “โครงการพัฒนาผู้แสดงความสามารถในที่สาธารณะ (Smart on Street)” เป็นนโยบายเร่งด่วน พร้อมกับบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการตามแผนขับเคลื่อนการควบคุมการขอทาน ฉบับที่ 1 พ.ศ.2562-2564 แผนขับเคลื่อนที่ 2 คุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้เป้าประสงค์การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอาชีพที่เหมาะสม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้แสดงความสามารถ

ในงานเปิดตัวโครงการพัฒนาศักยภาพผู้แสดงความสามารถ (Smart on street) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 มาอย่างต่อเนื่อง ว่าด้วยการคุ้มครองผู้ทำการขอทาน และแยกผู้แสดงความสามารถออกจากการเป็นผู้ทำการขอทาน โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาทักษะและยกระดับกลุ่มผู้แสดงความสามารถให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้ความสามารถนั้นทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกพึงพอใจต่อการแสดง และส่งมอบเงินเป็นการตอบแทน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจมาลงทะเบียนขอทำบัตรประจำตัวผู้แสดงความสามารถจำนวนถึง 4,361 คน แบ่งเป็นประเภทคนปกติ 2,571 คน ผู้แสดงความสามารถที่พิการ 1,790 คนหรือร้อยละ 41 ของผู้แสดงความสามารถทั้งหมด โดยแบ่งประเภทการแสดงด้านดนตรี 3,773 คน นาฏศิลป์ 189 คน ศิลปะ 134 คน กายกรรม 16 คน และด้านอื่นๆ เช่น หมอลำ มายากล เต้น โชว์กีฬา 222 คน

“กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้จัดทำโครงการพัฒนาผู้แสดงความสามารถในที่สาธารณะ (Smart on Street) เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้แสดงความสามารถให้ยกระดับสู่การเป็นมืออาชีพ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีแรงจูงใจในการประกอบอาชีพเลี้ยงดูทั้งตนเองและครอบครัว ตลอดจนทำให้เกิดการยอมรับในกลุ่มผู้แสดงความสามารถและประชาชนทั่วไป และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี”

“Smart on Street” จะเปิดรับสมัครผู้แสดงความสามารถที่ต้องการพัฒนาศักยภาพตนเอง รวมถึงผู้แสดงความสามารถที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ 4 ภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18-26 เมษายนนี้ ณ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทุกจังหวัด โดยแบ่งประเภทความสามารถ ได้แก่ ดนตรี การขับร้อง และการแสดง ผู้สมัครทุกคนจะต้องมีบัตรประจำตัวผู้แสดงความสามารถ หลักสูตรการอบรมประกอบด้วยความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาบุคลิกภาพ ช่องทางการประกอบอาชีพ และการพัฒนาทักษะการแสดง

จากนั้นก็จะมีการเดินสายคัดเลือกและอบรมผู้แสดงความสามารถในที่สาธารณะภาคละ 40 คน เริ่มจากวันที่ 13-17 พฤษภาคม ที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดสงขลา (ภาคใต้), 22-26 พฤษภาคม ที่สถาบันพัฒนาความรู้ด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จังหวัดราชบุรี (ภาคกลาง), 3-7 มิถุนายน ที่โรงแรมฟาวน์เท่นทรี รีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และ 17-21 มิถุนายน ที่สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) ก่อนจะทำการคัดเลือกผู้แสดงความสามารถที่โดดเด่นภาคละ 5 คน รวม 20 คน เพื่อเข้าสู่รอบประกวดแข่งขัน เฟ้นหา “เดอะ สตาร์” ระดับประเทศในวันที่ 27 มิถุนายน

นางนภายังได้กล่าวอีกว่า มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าผู้แสดงความสามารถที่เข้าร่วมในโครงการนี้จะได้รับการพัฒนาและยกระดับสู่การเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้ก็จะมีการสนับสนุนให้จัดตั้งชมรมผู้แสดงความสามารถในแต่ละจังหวัด มีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานในการรับรองผู้แสดงความสามารถ เปิดศูนย์พัฒนาผู้แสดงความสามารถ ณ สถาบันพัฒนาความรู้ด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จังหวัดราชบุรี ตลอดจนจัดทำแนวทางประกาศพื้นที่แสดงความสามารถร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติม รวมถึงประสานความร่วมมือไปยังองค์กรภาคเอกชนเพื่อเปิดพื้นที่แสดงความสามารถ

“ฝากประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชนทั่วไปว่า หากได้พบเห็นผู้แสดงความสามารถที่มีบัตรประจำตัวตามกฎหมายแล้ว ขอให้ช่วยกันสนับสนุนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้แสดงความสามารถ เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นได้แสดงความสามารถที่มีอยู่จริงๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสำหรับเลี้ยงชีพ บางคนก็อาจจะได้รับโอกาสเป็นนักร้องเหมือนอย่างนักร้องทั่วไป หรือหากเวลาที่เราพบเห็นคนขอทานแล้วรู้สึกสงสาร ก็ต้องช่วยกันทำให้คนกลุ่มนี้ลดน้อยลง หรือไม่มีเลยก็ยิ่งดี ด้วยการสนับสนุนให้พวกเขาเป็นคนแสดงความสามารถ นี่คือการช่วยเหลือที่ยั่งยืน เพราะทำให้พวกเขามีอาชีพที่มั่นคงและถูกกฎหมาย สามารถเลี้ยงชีพเลี้ยงดูตัวเองจนถึงครอบครัวได้” อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกล่าวทิ้งท้าย

w,h